แกงโฮะ
ความเป็นมาของแกงโฮะ แกงโฮะเป็นอาหารพื้นเมืองของชาวล้านนาที่มีประวัติยาวนาน คำว่า “โฮะ” ในภาษาเหนือหมายถึงการรวมกัน หรือการนำสิ่งต่างๆ มาผสมรวมกัน สะท้อนธรรมชาติของแกงชนิดนี้ที่รวมผักพื้นบ้านหลากหลายชนิดเข้าด้วยกัน ตามประวัติ แกงโฮะเกิดขึ้นในสมัยที่ชาวล้านนาประสบปัญหาข้าวยากหมากแพงและการขาดแคลนอาหาร ชาวบ้านจึงนำผักพื้นบ้านที่หาได้ในป่า ในไร่ และตามรั้วบ้าน มารวมกันเพื่อทำอาหารให้อิ่มท้อง โดยมีฟักทองเป็นส่วนประกอบหลักที่ให้ความหวานธรรมชาติและความอิ่ม แกงโฮะเป็นอาหารที่สะท้อนภูมิปัญญาของบรรพบุรุษชาวล้านนาในการดำรงชีวิตอย่างพอเพียงและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติรอบตัว นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมการแบ่งปันและการอยู่ร่วมกันของคนในชุมชน เพราะเมื่อมีการทำแกงโฮะ มักจะทำในปริมาณมากเพื่อแบ่งปันให้กับเพื่อนบ้านและคนในชุมชน แกงโฮะถูกถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นในครอบครัวชาวล้านนา และยังคงเป็นอาหารที่นิยมรับประทานในภาคเหนือ โดยเฉพาะในฤดูฝนที่ผักพื้นบ้านเติบโตงอกงาม ปัจจุบันแกงโฮะได้รับความนิยมมากขึ้นและมีการนำเสนอในร้านอาหารพื้นเมืองภาคเหนือทั่วไป แม้จะมีการปรับเปลี่ยนส่วนผสมบ้างตามความสะดวกและวัตถุดิบที่หาได้ แต่แนวคิดของการรวมผักหลากหลายชนิดและการใช้ฟักทองเป็นวัตถุดิบหลักยังคงอยู่ อาหารที่ควรทานคู่กับแกงโฮะ ข้อดีของการรับประทาน ข้อควรระวังในการรับประทาน วัตถุดิบ วัตถุดิบหลัก เครื่องปรุง อุปกรณ์ วิธีทำ เทคนิคการทำให้อร่อย ด้วยวิธีทำและเทคนิคข้างต้น คุณจะได้แกงโฮะรสชาติดั้งเดิมแบบล้านนาแท้ๆ ที่อุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการและสืบสานภูมิปัญญาของบรรพบุรุษไว้ได้อย่างสมบูรณ์

ความเป็นมาของแกงโฮะ
แกงโฮะเป็นอาหารพื้นเมืองของชาวล้านนาที่มีประวัติยาวนาน คำว่า “โฮะ” ในภาษาเหนือหมายถึงการรวมกัน หรือการนำสิ่งต่างๆ มาผสมรวมกัน สะท้อนธรรมชาติของแกงชนิดนี้ที่รวมผักพื้นบ้านหลากหลายชนิดเข้าด้วยกัน
ตามประวัติ แกงโฮะเกิดขึ้นในสมัยที่ชาวล้านนาประสบปัญหาข้าวยากหมากแพงและการขาดแคลนอาหาร ชาวบ้านจึงนำผักพื้นบ้านที่หาได้ในป่า ในไร่ และตามรั้วบ้าน มารวมกันเพื่อทำอาหารให้อิ่มท้อง โดยมีฟักทองเป็นส่วนประกอบหลักที่ให้ความหวานธรรมชาติและความอิ่ม
แกงโฮะเป็นอาหารที่สะท้อนภูมิปัญญาของบรรพบุรุษชาวล้านนาในการดำรงชีวิตอย่างพอเพียงและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติรอบตัว นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมการแบ่งปันและการอยู่ร่วมกันของคนในชุมชน เพราะเมื่อมีการทำแกงโฮะ มักจะทำในปริมาณมากเพื่อแบ่งปันให้กับเพื่อนบ้านและคนในชุมชน
แกงโฮะถูกถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นในครอบครัวชาวล้านนา และยังคงเป็นอาหารที่นิยมรับประทานในภาคเหนือ โดยเฉพาะในฤดูฝนที่ผักพื้นบ้านเติบโตงอกงาม ปัจจุบันแกงโฮะได้รับความนิยมมากขึ้นและมีการนำเสนอในร้านอาหารพื้นเมืองภาคเหนือทั่วไป แม้จะมีการปรับเปลี่ยนส่วนผสมบ้างตามความสะดวกและวัตถุดิบที่หาได้ แต่แนวคิดของการรวมผักหลากหลายชนิดและการใช้ฟักทองเป็นวัตถุดิบหลักยังคงอยู่
อาหารที่ควรทานคู่กับแกงโฮะ
- ข้าวเหนียว – เป็นอาหารหลักที่ทานคู่กับแกงโฮะได้อย่างลงตัว ข้าวเหนียวนุ่มเหนียวจะช่วยดึงรสชาติของแกงได้ดี
- น้ำพริกหนุ่ม – รสเผ็ดของน้ำพริกหนุ่มเข้ากันได้ดีกับรสหวานมันของแกงโฮะ
- แคบหมู – ความกรอบของแคบหมูเพิ่มความหลากหลายของเนื้อสัมผัสเมื่อทานคู่กับแกงโฮะ
- ไข่ต้ม – โปรตีนจากไข่ช่วยเสริมให้มื้ออาหารสมบูรณ์มากขึ้น
- ลาบเหนือ – เป็นเมนูโปรตีนที่มีรสชาติจัดจ้าน ช่วยเพิ่มความหลากหลายของรสชาติในมื้ออาหาร
- แกงอ่อม – แกงผักอีกชนิดที่มีรสชาติต่างออกไป ช่วยเสริมให้มื้ออาหารมีความหลากหลายมากขึ้น
- ผักสด – ผักพื้นบ้านสดๆ เช่น ผักกาดดอง ผักกาดเขียว แตงกวา เป็นเครื่องเคียงที่ช่วยเพิ่มความสดชื่น
ข้อดีของการรับประทาน
- อุดมไปด้วยผักหลากหลายชนิด – ให้วิตามิน แร่ธาตุ และใยอาหารสูง ทำให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดี
- ฟักทองมีเบต้าแคโรทีน – เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยบำรุงสายตาและผิวพรรณ
- มีโปรตีนจากถั่วเน่า – ถั่วเน่าแข็บเป็นแหล่งโปรตีนจากพืชที่ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ
- สมุนไพรในแกงมีคุณสมบัติรักษาโรค – ใบมะกรูด ใบชะพลู ใบย่านาง มีสรรพคุณทางยา ช่วยขับลม แก้ท้องอืด และลดการอักเสบ
- แคลอรี่ต่ำแต่ให้ความอิ่ม – เหมาะสำหรับผู้ที่ควบคุมน้ำหนัก เพราะมีใยอาหารสูงช่วยให้อิ่มนาน
- ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน – ผักหลายชนิดในแกงโฮะมีวิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน
- ช่วยในการล้างพิษ – ใบย่านางมีคุณสมบัติในการล้างพิษและดีท็อกซ์ร่างกาย
- ช่วยให้ร่างกายสมดุล – ตามความเชื่อของแพทย์แผนไทย แกงโฮะมีสมุนไพรที่ช่วยปรับสมดุลของร่างกาย
- สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น – การรับประทานแกงโฮะเป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมอาหารล้านนา
- เป็นอาหารสำหรับทุกเพศทุกวัย – ทั้งเด็กและผู้สูงอายุสามารถรับประทานได้ เพราะมีรสชาติไม่จัดและย่อยง่าย
ข้อควรระวังในการรับประทาน
- ถั่วเน่ามีกลิ่นแรง – บางคนอาจไม่คุ้นเคยกับกลิ่นของถั่วเน่าซึ่งมีกลิ่นค่อนข้างฉุน อาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ในผู้ที่ไม่คุ้นเคย
- มีโซเดียมจากเกลือและน้ำปลา – ผู้ที่ต้องจำกัดโซเดียม เช่น ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงหรือโรคไต ควรระวังการรับประทาน
- อาจมีสารพิษจากผักบางชนิด – ผักพื้นบ้านบางชนิดต้องผ่านการเตรียมพิเศษก่อนนำมาประกอบอาหาร เช่น ต้มให้สุกหรือลวกให้สะเด็ดน้ำก่อน หากเตรียมไม่ถูกวิธีอาจมีสารพิษตกค้าง
- อาจก่อให้เกิดอาการแพ้ – ผู้ที่แพ้ผักบางชนิดควรสอบถามส่วนประกอบก่อนรับประทาน
- ไม่เหมาะกับผู้ที่ย่อยใยอาหารได้ยาก – เนื่องจากมีผักหลายชนิด อาจทำให้ท้องอืดหรือท้องเสียในผู้ที่มีระบบย่อยอาหารไม่แข็งแรง
- ถั่วเน่าอาจมีเชื้อจุลินทรีย์ – หากไม่ผ่านกระบวนการหมักที่ถูกต้อง ถั่วเน่าอาจมีเชื้อจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรค
- รสชาติอาจไม่ถูกปากคนทั่วไป – รสชาติเฉพาะตัวของแกงโฮะอาจไม่เป็นที่ชื่นชอบของผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับอาหารเหนือ
- อาจมีการปนเปื้อนจากยาฆ่าแมลง – ควรล้างผักให้สะอาดหรือเลือกใช้ผักปลอดสารพิษ
- ปริมาณน้ำตาลจากฟักทอง – ผู้ป่วยเบาหวานควรระวังเนื่องจากฟักทองมีน้ำตาลธรรมชาติค่อนข้างสูง
- อาจมีการใช้ผงชูรส – ในร้านอาหารบางแห่งอาจเติมผงชูรสเพื่อเพิ่มรสชาติ ผู้ที่แพ้ผงชูรสควรแจ้งก่อนสั่งอาหาร
วัตถุดิบ
วัตถุดิบหลัก
- ฟักทอง 2 ถ้วย (หั่นชิ้นพอดีคำ)
- ยอดฟักทอง 1 ถ้วย
- ใบชะพลู 1/2 ถ้วย
- ใบย่านาง 1/2 ถ้วย
- ผักกูด 1/2 ถ้วย (ถ้ามี)
- ยอดมะละกอ 1/2 ถ้วย (ถ้ามี)
- ใบแมงลัก 1/4 ถ้วย
- ผักชีลาว 1/4 ถ้วย
- ถั่วฝักยาว 1/2 ถ้วย (หั่นท่อน)
- เห็ดฟาง 1/2 ถ้วย (หรือเห็ดชนิดอื่นตามที่หาได้)
- บวบเหลี่ยม 1/2 ถ้วย (หั่นชิ้น)
- มะเขือเปราะ 3-4 ลูก (หั่นสี่เสี้ยว)
เครื่องปรุง
- พริกสด 5-10 เม็ด (ปรับตามความเผ็ด)
- กระเทียม 5 กลีบ
- ข่า 1 แง่ง (หั่นแว่น)
- ตะไคร้ 1 ต้น (ทุบและหั่นท่อน)
- ใบมะกรูด 3-4 ใบ
- ถั่วเน่าแข็บ (ถั่วเน่าแผ่น) 2-3 แผ่น
- เกลือ 1 ช้อนชา
- น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ
- น้ำสะอาด 4-5 ถ้วย
อุปกรณ์
- หม้อสำหรับต้มแกง – ควรเป็นหม้อขนาดกลางถึงใหญ่เพื่อให้มีพื้นที่ในการใส่ผักหลายชนิด
- ครกสำหรับตำเครื่องแกง – ครกหินหรือครกไม้สำหรับตำเครื่องปรุงให้ละเอียด
- มีดและเขียง – สำหรับหั่นผักและเตรียมวัตถุดิบต่างๆ
- ทัพพีสำหรับคนแกง – ควรเป็นทัพพีด้ามยาวเพื่อความสะดวกในการคนแกง
- ชามสำหรับเสิร์ฟ – ชามขนาดพอเหมาะสำหรับเสิร์ฟแกง
- ตะแกรงสำหรับย่างถั่วเน่า – หากต้องย่างถั่วเน่าเอง
- กระชอนหรือตะแกรงสำหรับล้างผัก – ใช้ล้างผักให้สะอาด
- ช้อนตักและช้อนชิม – สำหรับการตักแกงเสิร์ฟและชิมรสชาติ
- เขียงและมีดสำหรับหั่นผัก – ควรแยกจากเขียงที่ใช้กับเนื้อสัตว์
- เครื่องบดหรือเครื่องปั่น – ใช้เป็นทางเลือกสำหรับบดเครื่องแกงหากไม่มีครก
วิธีทำ
- เตรียมถั่วเน่า: นำถั่วเน่าแข็บไปย่างไฟอ่อนๆ ประมาณ 2-3 นาทีจนมีกลิ่นหอม แล้วหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ หรือโขลกให้แตก หากไม่ชอบชิ้นใหญ่สามารถโขลกให้ละเอียดได้
- ทำเครื่องแกง: โขลกพริกสด กระเทียม ข่า และตะไคร้ให้ละเอียดพอประมาณ ไม่จำเป็นต้องละเอียดมาก เพื่อให้ยังคงมีกลิ่นหอมและรสชาติของสมุนไพร
- ต้มน้ำแกง: ตั้งหม้อใส่น้ำสะอาด 4-5 ถ้วย ตั้งไฟปานกลาง รอให้น้ำเริ่มเดือด จากนั้นใส่เครื่องแกงที่โขลกไว้ คนให้เข้ากัน ต้มต่อประมาณ 5 นาทีเพื่อให้กลิ่นและรสชาติของเครื่องแกงออกมา
- ใส่ฟักทอง: เมื่อน้ำเดือดดี ใส่ฟักทองลงไป ต้มจนฟักทองเริ่มนิ่ม (ประมาณ 10 นาที) เนื่องจากฟักทองเป็นวัตถุดิบหลักและต้องใช้เวลาในการสุกมากกว่าผักชนิดอื่น
- ใส่ผักที่ต้องใช้เวลาสุกนาน: ใส่ผักที่ต้องใช้เวลาสุกนานลงไป เช่น บวบเหลี่ยม ถั่วฝักยาว มะเขือเปราะ ต้มต่อประมาณ 5 นาที
- ใส่ถั่วเน่าและปรุงรส: ใส่ถั่วเน่าแข็บที่เตรียมไว้ ปรุงรสด้วยเกลือและน้ำปลา คนให้เข้ากัน
- ใส่ผักใบ: ใส่ผักใบและยอดทั้งหมด ได้แก่ ยอดฟักทอง ใบชะพลู ใบย่านาง ผักกูด ยอดมะละกอ คนให้เข้ากัน
- ใส่ใบมะกรูดและใบแมงลัก: ต้มต่ออีกประมาณ 2-3 นาที จนผักสุกพอดี ใส่ใบมะกรูดฉีกและใบแมงลัก คนให้เข้ากัน
- ชิมรส: ปิดไฟ ชิมรสชาติและปรุงเพิ่มตามต้องการ แกงโฮะควรมีรสชาติกลมกล่อม รสเค็มนำเล็กน้อย และมีความหอมของสมุนไพรและถั่วเน่า
- เสิร์ฟ: ตักแกงใส่ชาม เสิร์ฟร้อนๆ พร้อมข้าวเหนียวและเครื่องเคียงอื่นๆ ตามชอบ
เทคนิคการทำให้อร่อย
- ใช้ผักสดใหม่: ผักทุกชนิดควรเป็นผักสดใหม่ ไม่เหี่ยว จะได้รสชาติที่ดีและสดชื่น รวมทั้งคงคุณค่าทางโภชนาการไว้ได้มากที่สุด
- ถั่วเน่าแข็บต้องย่าง: การย่างถั่วเน่าแข็บให้หอมเป็นขั้นตอนสำคัญที่ไม่ควรข้าม เพราะจะช่วยเพิ่มรสชาติและกลิ่นหอมให้แกง ลดกลิ่นเหม็นเขียวของถั่วเน่า
- ไม่ต้มผักนานเกินไป: ผักควรสุกพอดี ยังคงความกรอบและสีสดใส การต้มนานเกินไปจะทำให้ผักเละและสีซีด ทำให้แกงไม่น่ารับประทาน
- ปรุงรสให้กลมกล่อม: แกงโฮะควรมีรสชาติกลมกล่อม ไม่เค็มเกินไป ให้เริ่มจากเกลือหรือน้ำปลาปริมาณน้อย แล้วค่อยๆ เพิ่มและชิมรสเรื่อยๆ
- ใช้น้ำซุปกระดูกหมู: ถ้าต้องการให้แกงมีรสชาติกลมกล่อนยิ่งขึ้น สามารถใช้น้ำซุปกระดูกหมูแทนน้ำเปล่า จะช่วยเพิ่มความอุมมัน และรสชาติที่ลึกซึ้งมากขึ้น
- เลือกฟักทองพันธุ์พื้นเมือง: ฟักทองพันธุ์พื้นเมืองจะมีเนื้อแน่น หวาน และมีกลิ่นหอมมากกว่าฟักทองพันธุ์ทั่วไป ทำให้แกงมีรสชาติดีขึ้น
- ใช้ใบย่านางสด: ใบย่านางสดจะให้รสชาติและสีที่ดีกว่าใบย่านางแห้ง ช่วยให้แกงมีสีเขียวสดน่ารับประทาน
- ไม่ใช้ผงชูรส: แกงโฮะแท้ไม่นิยมใส่ผงชูรส ควรใช้เพียงเกลือและน้ำปลาในการปรุงรส เพื่อให้ได้รสชาติธรรมชาติของวัตถุดิบ
- เสิร์ฟร้อนๆ: แกงโฮะรสชาติดีที่สุดเมื่อเสิร์ฟร้อนๆ เพราะจะได้กลิ่นหอมของสมุนไพรและถั่วเน่าชัดเจน
- ทิ้งไว้ข้ามวัน: แกงโฮะจะรสชาติดีขึ้นเมื่อทิ้งไว้ข้ามวัน เพราะรสชาติของเครื่องแกงและผักจะละลายเข้ากัน ทำให้น้ำแกงมีรสชาติกลมกล่อนมากขึ้น เปรียบเสมือนการบ่มไวน์
ด้วยวิธีทำและเทคนิคข้างต้น คุณจะได้แกงโฮะรสชาติดั้งเดิมแบบล้านนาแท้ๆ ที่อุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการและสืบสานภูมิปัญญาของบรรพบุรุษไว้ได้อย่างสมบูรณ์